เคยมีเพื่อนคนหนึ่ง....ซึ่ง

เป็นใครบางคนที่เราไม่ชอบหน้าตั้งแต่ครั้งแรก

เป็นใครบางคนที่ต่อมาเราทำใจรับได้กับนิสัยที่เราไม่ชอบ

เป็นใครบางคนที่เหมือนจะโกหกทุกสิ่งทุกอย่าง

เป็นใครบางคนที่บอกให้คนในกลุ่มจริงใจต่อกันแต่ใครคนนั้นไม่ทำตามที่ตัวเองพูด

เป็นใครบางคนที่พยายามบอกคนอื่นว่าแคร์เรา

เป็นใครบางคนที่เรารู้สึกว่าเค้าไม่ได้แคร์เราเท่าๆกับที่เราไม่แคร์เค้า

เป็นใครบางคนที่ทำให้เราดูแย่ในสายตาคนอื่น

เป็นใครบางคนที่เรารู้สึกว่าเค้าไม่สามารถยอมรับความจริงได้

เป็นใครบางคนที่มีธุระหรือข้ออ้างที่แปลกๆตลอดเวลา

เป็นใครบางคนที่เราเคยเกลียด มาเป็นเฉยๆ และ ณ ตอนนี้เกลียดกว่าเก่า

เป็นใครบางคนที่ทำให้เราร้องไห้เพราะเราเกลียดตัวเองที่ทำให้คนอื่นเจ็บ

เป็นใครบางคนที่ร้องไห้เพราะบอกว่าเราทำให้เค้าเจ็บ

เป็นใครบางคนที่บอกว่าแคร์เราแต่กลับด่าว่าเราด้วยถ้อยคำที่ไม่ได้แคร์เราเลย

เป็นใครบางคนที่ชอบทำตัวเหมือนจะเท่ และสามารถทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง

เป็นใครบางคนที่หาว่าเราอคติกับเค้า ด้วยเพราะเราบอกเค้าไปว่าเราไม่ชอบหน้าเค้าตั้งแต่แรก
เป็นใครบางคนที่เรารู้สึกว่าเค้ามีอคติกับเรามากกว่าที่เค้าหาว่าเรามีอคติกับเค้าเสียอีก
เป็นใครบางคนที่ตอนนี้เรารู้สึกว่าเราไม่อยากเห็นหน้าเค้า
เป็นใครบางคนที่ตอนนี้เราไม่อยากคุยด้วย
เป็นใครบางคนที่เราสงสารเพื่อนในกลุ่มจนเราต้องดีกับเค้า
เป็นใครบางคนที่เรารู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ต้องอยู่ด้วยกัน
เป็นใครบางคนที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายทุกครั้งที่เห็นหน้าเค้า
เป็นใครบางคนที่ทำให้เราหิวข้าวแต่กินไม่ลงเพราะเห็นหน้ามัน
มันอาจจะดูเหมือนโหดร้ายที่เราคิดแบบนี้กับเค้า แต่สิ่งที่เค้าทำกับเรา มันเกินกว่าที่เราจะรับได้...ถ้าเป็นไปได้ เราควรทำตัวอย่างไรดี
ตอนนี้เราสงสารเพื่อนๆในกลุ่มมากเลย ต้องมานั่งห่วงเรา เราเหนื่อยกับคนแบบนี้เกินไปแล้วล่ะ เราไม่อยากเป็นเพื่อนกับเค้าคนนั้น เกลียดจัง...
Entry นี้อาจดูเราใส่ร้ายใครบางคน .... แต่มันเป็นความอัดอั้นในใจเราจริงๆ เหนื่อยแล้ว จริงๆ สำหรับคนที่ไม่ได้รักเราจริงๆ เราก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องไปสนใจเค้ามากมาย เอาแค่เท่าที่เค้าต้องการมันก็เหนื่อยเกินไปแล้วล่ะ
รักคนที่รักเราว่ะ

ที่จะเขียนนี่ก็ไม่ทำไมหรอก เพิ่งกลับจากซัมเมอร์มา

เหตุสืบเนื่องมาจากตอนแรกที่บอกว่าจะไปซัมเมอร์ พี่สาวเราบอกว่าให้ไปเอง ไม่ต้องไปหา agency หรอก เพราะมันถูกกว่าตั้งเยอะ บลาๆๆๆ อะไรประมาณนั้น ตอนแรก เราก็กลัว...มาก เพราะเราไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะครั้งที่แล้วที่ไปอังกฤษ ก็ไปกับ agency เค้าดูแลตลอด สงสัยเพราะไปตอนเด็กด้วยแหละ แถมที่ไปในตอนนั้นอ่ะ มีแต่คนไทยทั้งนั้น ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น มีคนดูแลตลอด ถึงเราจะเคยไปอังกฤษมาแล้ว แต่ในครั้งนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย การเตรียมตัวอะไรแบบนั้น ทาง agency เค้าจะจัดให้เราทุกอย่าง ไม่ต้องทำอะไรเลย เค้าจะบอกทุกอย่างที่เราต้องเตรียม หรืออะไรบ้างที่ต้องใช้ ประมาณนั้น

เตรียมตัว....(เตรียมใจด้วย)
หลังตัดสินใจว่าจะไปซัมเมอร์ปีนี้ ก็มีเวลาเตรียมตัวเหลือแค่ 2 เดือน ซึ่งมันสั้นมากสำหรับการที่ต้องเตรียมตัวทำเรื่องซัมเมอร์ และ เตรียมตัวสอบ final ในเวลาเดียวกัน ช่วงนั้น มึนไปเหมือนกัน

ขอ VISA
สิ่งที่ต้องเตรียมอย่างแรกสุดเลยคือ VISA จะบอกว่า ถ้าไปแค่ซัมเมอร์เนี่ย ใช้เวลาขอประมาณ 3-4 วันทำการเท่านั้นเอง(ในการณีนี้..หมายถึง คนไม่เยอะมากจนเกินไป)

การขอ VISA แนะนำให้ขอในช่วงเดือน กุมภาฯ อย่างช้า เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เหล่าบรรดา Agency จะทยอยกันมาขอ VISA ในเดือนมีนา จนทำให้คนล้นห้องเลยทีเดียว

ในการขอ VISA ..เนื่องจากเราขอเอง ดังนั้นการเตรียมเอกสาร จึงเยอะพิเศษ ส่วนเอกสารที่ต้องกรอกและเตรียมนั้น หาได้จากเวปนี้ >>> http://www.vfs-uk-th.com/thai/applying.aspx 

อ้อ! แล้วรู้สึกว่าถ้าเราไม่มีปัญหาละก็ เราก็จะไม่ต้องสัมภาษณ์อะไรเลยล่ะ

ซื้อตั๋วเครื่องบิน
อันนี้สำคัญมาก..........................แต่เราไม่ได้ซื้อเองอ่ะ ให้คนรู้จักซื้อ เลยไม่รู้กรรมวิธีอะไรเลย แหะๆ

ติดต่อโรงเรียนที่อังกฤษ
เรื่องโรงเรียนก็สำคัญ ในกรณีเรา เราไปเอาชื่อโรงเรียนจาก Agency อีกที เป็นที่รู้ๆกันว่า ถ้าเราไปสอบถามข้อมูลเรื่องที่ๆเราจะไปจาก Agency เราจะได้ข้อมูลค่อนข้างเยอะ และเยอะพอที่จะทำให้เราตัดสินใจได้ ว่าเราจะชอบที่นี่หรือไม่

หลังจากได้ชื่อโรงเรียนแล้ว เราก็ติดต่อโรงเรียนทางเวปไซต์เนี่ยแหละ (จริงๆพี่เราติดต่อให้) สำหรับโรงเรียนที่เราไปเนี่ย ทางโรงเรียนจะติดต่อ Host Family ให้ สรุปก็คือ เรื่องทางนั้นของเรา โรงเรียนจัดการให้หมด

หลังจากติดต่อกับโรงเรียนแล้ว อาจต้องมีการโอนเงินเพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไปเรียนกับเค้าแน่ประมาณนั้น สำหรับโรงเรียนเรา เค้าให้โอนไปก่อน 200 ปอนด์ แล้วค่อนโอนที่เหลือที่หลัง หรือจะไปจ่ายเองที่โรงเรียนก็ได้....พอเงินถึงเค้าไม่นาน (ถ้าเราจำไม่ผิด) เค้าก็ส่งที่อยู่ของโฮสพร้อมอีเมลล์ให้เราได้คุย ทำความรู้จัก บอกเกี่ยวกับตัวเรากับโฮสบ้าง อะไรประมาณนี้

 

 

 

 

จบตรงนี้ก่อนดีกว่า...เดี๋ยวไว้ว่างจะมาต่อ เพราะรู้สึกจะยาวไปล่ะ

ไว้ลงรูปได้เมื่อไหร่ จะเอามาใส่นะ

edit @ 24 May 2009 23:44:55 by ▓▒░ MooChan░▒▓

          เห็นช่วงนี้เด็กเตรียมแอดฯ เริ่มเครียดกันบ้างแล้ว อันที่จริง เราก็ได้ผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว แต่เรากลับไม่เครียดเท่ารุ่นน้อง เท่าที่ได้สัมผัสกับน้องม.6 ที่โรงเรียนมาบ้างแล้ว แต่ละคนเครียดได้ใจมาก กลัวนั่น กลัวนี่ เราหล่ะกลัวแทนจริงๆ น้องก็เฝ้าถามสารพัด ไม่ว่าจะอ่านหนังสือยังไง อ่านเท่านี้พอมั้ย ทำยังไงให้มีกำลังใจอ่าน บลา บลาๆๆ เราอยากบอกน้องว่า น้องขา พี่เองก็ขี้เกียจไม่ต่างจากน้องนะค่ะ แต่พี่แค่โชคดีที่เป็นคนเรียนแล้วค่อนข้างจำได้ เลยมีปัญหาน้อยหน่อย เอาเป็นว่า เราจะลงวิธีอ่านหนังสือของเราละกัน ตอนม.6เตรียมแอดฯอ่ะนะ บอกไว้ก่อนว่ามันไม่ใช่วิธีของคนที่ขยัน และก็ไม่ใช่วิธีที่ดีซักเท่าไหร่

  1. เรียนพิเศษสะบั่นหั่นแหลก อันนี้เรื่องจริง เพราะด้วยความโชคดีที่เป็นคนเรียนแล้วจำได้จริง แต่คนเรา ถ้ามันไม่ได้รับการทวนเลย มันก็จำได้ไม่นานอยู่ดี อีกอย่าง การทวนด้วยเสียง(สำหรับเราแล้ว)มันได้ผลมากกว่าอ่านเองซะอีก นอกจากจะเป็นคนที่อ่านเองได้ความรู้มากกว่าฟังคนอื่นพูด อันนั้นก็ตามใจ  ส่วนอีกเหตุผลที่เราเลือกเรียน เพราะมันทำให้เรามีความขยันในการอ่านหนังสือ ขืนเราต้องไปอ่านหนังสือเองนี่ อ่านได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง ก็ไปวิ่งเล่นแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าทุนถึง ขยันไปเรียนพอ ก็เรียนหน่อยก็ดี
  2. ทิ้งวิชาที่คิดว่าคะแนนไม่ดีชัวร์ สำหรับเราที่ไม่สนใจการเข้าสายแพทย์นั้น ด้วยความที่ไม่ชอบวิชาชีวะ เอามากๆ เรียนทีไร ตกตลอด เทอมไหนได้เกรดสี่ จะดีใจเป็นพิเศษ แต่สำหรับการทิ้งชีวะ ก็ไม่ใช่ว่าทิ้งแบบไม่เหลือนะ เราทิ้งแบบว่า ไม่ได้ทุ่มเวลาเพื่อที่จะอ่านชีวะ เราอ่านแค่เวลาเราเบื่อที่จะอ่านวิชาที่เราจะเอา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราฟิสิกส์จนท้อมากๆ เราจะหันมาอ่านชีวะ เพื่อที่อารมณ์ชิวๆจะได้มา แล้วเราจะทำฟิสิกส์ได้ เป็นต้น ไม่อย่างนั้น คงทำข้อสอบไม่ได้ซักข้อ อันนั้นก็แย่เกินไป
  3. พักสมองบ้างก็ดี ตอนอ่านหนังสือ ถ้าเครียดมากๆ ก็ออกไปเดินเล่นบ้าง ไม่ใช่อยู่ในบ้านจนตัวขาวเลย อันนั้นก็คงแย่ไป เพราะเรายึดหลัก เครียดมากมันก็ไม่ช่วยอะไร แถมทำให้แย่ลงอีกต่างหาก ไม่เชื่อก็ลองดูสิ บางคนอ่านเครียดแทบบ้า บางทีคะแนนน้อยกว่า คนที่ชิวๆอีก แต่...ไม่ใช่ไม่เครียดเลย เครียดพอเป็นพิธี "เครียดได้ แต่อย่าบ้า" เท่านั้นแหละ
  4. เข้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันนี้เป็นความเชื่อส่วนตัว เนื่องจากข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นตัวเลือก บางครั้งเราทำไม่ได้เนี่ย เราก็ต้องอาศัยดวง สำหรับเรา เลือกไปไหว้พระ 9 วัดเลยทีเดียว ไม่ใช่ว่าเชื่อมากขนาดนั้นนะ เราชวนเพื่อนไปพักสมองต่างหาก เพราะทั้งเราทั้งเพื่อนตอนนั้น เครียดทั้งคู่ เลยออกเที่ยวทั้งวันซะเลย ผลที่ได้คือ หายเครียดไปเลย แถมสุขใจอีก สบายสุดๆ
  5. นับเวลาที่เหลือ สำหรับคนขี้เกียจแบบเรา มันสำคัญมากเลย เพราะอย่างคนขยันเนี่ย เค้าจะอ่านอย่างสม่ำเสมอ ไม่เร่งรีบ แต่คนขี้เกียจนี่ ต้องดูเวลาให้แน่ๆ ไม่อย่างนั้นแล้ว จะเหลวเป๋วทั้งสอบ final และ แอดฯ โชคดีของโรงเรียนเรา ที่เค้าหยุดให้อ่านหนังสือแอดฯก่อนสอบหนึ่งเดือน นั่นหมายความว่า เรามีเวลามากกว่าคนอื่นประมาณเดือนนึงเลยทีเดียว เราใช้เวลาตรงนั้นให้คุ้มที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แต่สำหรับเรามันก็ไม่ค่อยคุ้มกว่าคนอื่นสักเท่าไหร่ ทำไงได้ เรามันขี้เกียจนี่หน่า
  6. ตั้งใจเรียนเอาเกรด ข้อนี้ไม่ได้ว่าให้เรียนหน้าตั้งใส่แว่นนะ แต่สำหรับระบบแอดฯนี่ ต้องตั้งใจเรียนจริงๆ เห็นหลายคน เสียดายมามากแล้ว ไม่ตั้งใจเรียน เกรดน้อย พอคะแนนขาดอีกนิดเดียว ก็โอดครวญ ว่าน่าจะตั้งใจเรียนกว่านี้ อันนี้เป็นเรื่องที่ซวยมากสำหรับโรงเรียนกดเกรด แต่พอดีโรงเรียนเราปล่อยเกรด ก็นับว่าโชคล่ะนะ
  7. สอบตรงเป็นว่าเล่น สอบตรงนี่ถือเป็นสนามสอบย่อมๆ ส่วนใหญ่แล้ว ใครได้สอบตรงแล้ว มักเป็นที่สนใจแก่น้อง เพื่อนๆในห้อง รวมถึงเป็นที่เชิดหน้าชูตาของห้องด้วย เราไม่ต้องสนใจมากว่าจะติดหรือไม่ติด เพราะถ้าไม่ติด เรายังมีแอดฯให้ลุ้นอีก ที่เราสนใจคือ ข้อสอบของสอบตรงต่างหาก การสอบตรง มันเหมือนการลองสนามสอบ ลองข้อสอบ หลายคนมากๆที่ใช้วิธีนี้ พอได้สอบตรงก็สละสิทธิ์ให้คนที่ต้องการจริงๆ นอกจากสอบตรงแล้ว การสอบของหลายๆที่ ที่จัดสอบก็เป็นวิธีลองสนามอีกวิธีหนึ่งเช่นกัน อย่างของพวก Taro Free Net หรือไม่ก็ของ Nation แล้วก็อีกหลายๆที่
  8. ติวฟรีที่ไหน เราไปด้วย การติวฟรีนี่มันก็คล้ายๆกับเราไปเอาหลักสำคัญๆของวิชานั้น แล้วในการติวฟรีของแต่ละที่นั้น จะมีเอกสารด้วย ซึ่งบางครั้งเอกสารพวกนั้นแหละคือสรุปสำคัญ มันทำให้เราประหยัดเวลาสรุปเอง แต่ถึงอย่างไร ก็ควรดูด้วยว่า เค้าสรุปครบรึเปล่า ถ้าไม่ครบ เราก็ควรเติมลงไปเอง
  9. ไม่ทันแล้ว ทำแต่แบบฝึกหัดและข้อสอบเก่า บางคนอาจคิดว่า ถ้าไม่อ่านเนื้อหาก่อน แล้วจะทำแบบฝึกหัดได้อย่างไร จริงๆมันก็ถูก แต่ว่า ถ้าไฟลนก้นแล้วเนี่ย เวลาอ่านเนื้อหาก็ไม่มีแล้ว มันก็เลยต้องทำแบบฝึกหัดเอาไว้ อย่างเรา เหลือเวลาหนึ่งเดือน กับอีก 2 วิชามหาโหดแล้ว มันก็ลนก้นได้เหมือนกัน เลยต้องทำแบบฝึกหัด แล้วดูวิธีทำ เฉลย อ่านให้หมด ทำไม่หมด ขอให้ได้คิด ได้แนว เผื่อมันจะฟลุ๊คไปโผล่ในข้อสอบ เราก็ต้องลุ้นกันไป บางทีข้อสอบเก่าก็ช่วยเราได้ เพราะเราจะรู้ว่ามันออกแนวไหน แต่บางปีมันก็เปลี่ยนแนวได้นะเออ
  10. เวลาสอบ ถึงเวลาขึ้นเขียง เราต้องไม่เครียด(เท่าไหร่แล้ว)ตอนนั้น เพราะเครียดไปมันก็เท่านั้น มันอาจไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ทางทีที่ควรนึกถึงสิ่งที่เราอ่าน นึกถึงพ่อ แม่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ไปไหว้มา แล้วถ้าสุดท้ายมันนึกไม่ออก แนะนำให้ดิ่ง....สำหรับเรามี 2 แบบคือ

    แบบแรก  คือเลือกดิ่งข้อที่เราไม่ได้ แบบ เลือกข้อเดียวหมดเลย เช่น ทำข้อ 3,5,7,9 ไม่ได้ เราจะเลือก ค. ทุกข้อสำหรับข้อนั้น (ปล. แนะนำให้นับก่อนว่า เรากาข้ออะไรไปเยอะ แล้วเหลือข้อไหนที่กาน้อย ลองกาข้อนั้น อย่างน้อยมันก็จะได้กระจายตัวเลือกละนะ)

    แบบสอง  เดาแบบ ข้อ 1 ก. ข้อ 2 ข. ข้อ 3 ค. ข้อ 4 ง. ข้อ 5 ก. วนไปเรื่อยๆ บางคนเขาว่าได้ผลดีชะงัก อันนี้สำหรับเรา ทำยากอ่ะ มันขัดใจ แต่จริงๆถ้าพูดถึงโอกาสถูก มันก็เยอะพอๆกับแบบแรกนะ บางครั้งเราก็เลือกวิธีนี้แหละ

           ตอนนี้นึกออกแค่นี้ สำหรับเรา ขอบอกไว้ก่อนว่าไม่ได้ที่ที่ตัวเองหวังไว้ แต่ขอบอกว่า ไม่ผิดหวัง ซักนิด เพราะมันเป็นผลที่เกิดจากการทำตัวเองทั้งนั้น เราทำอะไรไว้ เราย่อมได้สิ่งนั้น ตอนนี้ไม่เสียใจเลย การได้เข้ามหาลัยที่ฝันนั้น ก็เป็นที่น่าภูมิใจของเราและครอบครัวแล้ว ที่เหลือก็ต้องตั้งใจเรียนกันต่อไปนะ

สู้ต่อไปนะ เด็กแอดฯ

ขอพระเจ้าคุ้มครองทุกคน

edit @ 24 Oct 2008 20:01:29 by ▓▒░ MooChan░▒▓